การแสดงให้เห็นว่าป่าดงเป็นเปรียบเสมือนเงินลงทุนซึ่งเป็นของประเทศชาติ

การแสดงให้เห็นว่าป่าดงเป็นเปรียบเสมือนเงินลงทุนซึ่งเป็นของประเทศชาติ

นายชเลค ได้เสนอแนวทางแก้ไขไว้หลายประการ แต่ว่าที่สำคัญก็คือ การแสดงให้เห็นว่าป่าดงเป็นเปรียบเสมือนเงินลงทุนซึ่งเป็นของประเทศชาติโดยสาธารณะ ก็เลยเป็นเรื่องที่ควรรักษาปกป้องคุ้มครองไว้แล้วก็จัดแจงให้อำนวยประโยชน์แก่เมืองและก็ราษฎรอย่างสม่ำเสมอตลอดกาล ไม่สมควรปลดปล่อยให้อยู่ในมือของเอกชนผู้ใดผู้หนึ่งโดยยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกระทรวงมหาดไทยได้รับรายงานดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้ว ก็เลยตรึกตรองเห็นดีเห็นชอบแล้วก็นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อขอสิ่งของพระบรมราชวิเคราะห์ ซึ่งทรงมีความคิดเห็นดีเห็นชอบรวมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชหัตเลขา ที่ 62/……. ระบุวันที่ 18 เดือนกันยายน พุทธศักราช 2439 ทรงราชการก็เลยถือเอาวันดังที่กล่าวถึงมาแล้วเป็นวันตั้งกรมป่าไม้ พร้อมๆกับการจัดการป่าดงในประเทศไทยก็เริ่มทำงานโดยรัฐบาลจากนั้นมา

ในระยะต้นเป็นการทำไม้สักแต่อย่างเดียว กระทั่งมาในยุคข้างหลังเมื่อราษฎรมีความต้องการไม้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยเปิดให้มีการทำไม้ปะปนกัน แม้กระนั้นยังเป็นการทำไม้กันอย่างไม่มีแผนการ กระทั่งเมื่อปี พุทธศักราช 2496 ก็เริ่มมีการวางแผนทำสัมปทานป่าดงทีแรกขึ้นในประเทศไทย โดยเป็นโครงงานชั่วครั้งคราว อนุญาตให้ทำปีละแปลง ถัดมาเพิ่มเวลาอนุญาตให้ผูกขาดทำ 3 ปี แต่ว่าปรากฎว่าผู้กระทำไม้รายย่อยเห็นแก่รายได้ส่วนตัว มิได้เอาใจใส่ดูแลป่า ทำให้ป่าถูกทำลายย่ำแย่ เพราะฉะนั้นในปี พุทธศักราช 2509 ก็เลยมีการเสนอให้วางโครงการทำไม้ในระยะยาว โดยระบุอายุสัมปทานเต็มรอบตัดฟันเป็นระยะเวลา 30 ปี ดังนี้บอกเหตุผลว่า เพื่อควบคุมแนวทางการทำไม้ให้เป็นไปโดยสะดวก เพราะป่าหนึ่งๆมีผู้ที่ทำไม้เพียงแต่บริษัทเดียว วิธีการทำไม้ก็ให้ทำเป็นแปลง แปลงละปี รวมเป็น 30 แปลง มีขอบเขตป่าดงที่ให้ทำไม้เป็นที่แน่ๆ

เพื่อผู้รับสัมปทานได้โอกาสทำไม้เป็นระยะเวลานาน ซึ่งนับว่าเป็นอาชีพที่ยืนนาน จะได้กล้าลงทุนสำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันรักษาป่าที่ตนได้รับสัมปทาน ตลอดจนทุนปลูกบำรุงป่าตามหลักวิชาการที่ข้าราชการจะได้ระบุรวมทั้งให้คำปรึกษา

เพื่อผู้รับสัมปทานเป็นอันมากสำหรับเพื่อการปกป้องการขโมยลอบทำลายป่า เนื่องจากว่ามีความเห็นว่าป่านั้นๆเป็นสมบัติอันจะยังผลดีแก่ตัวเองและก็บุตรหลานถัดไป และก็เมื่อข้าราชการได้รับความร่วมแรงร่วมใจในหัวข้อนี้แล้ว ย่อมจะเป็นผลในด้านการคุ้มครองรักษาป่าได้ดิบได้ดีเพิ่มขึ้น

รัฐบาลสามารถตั้งเงื่อนไขรวมทั้งกระบวนการให้ผู้รับสัมปทานกระทำการปลูกบำรุงป่าตามความจำนงของ ทางการได้ ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณรายการจ่ายของแผ่นดินได้มากมายก่ายกอง

ท้ายที่สุดวันที่ 19 พ.ย. 2511 รัฐบาลก็เลยลงความเห็นเห็นดีเห็นชอบกับวิธีการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจแล้วก็ดำรงชีพเกี่ยวกับป่าดง และก็พลเมืองแต่ละจังหวัดรวมตัวกันก่อตั้งบริษัทมหาชนจำกัดขึ้น เรียกว่า “บริษัททำไม้ประจำจังหวัด” ซึ่งจะเป็นผู้รับสัมปทานทำไม้ในป่าแผนการที่อยู่ในท้องที่จังหวัดนั้นๆ

นอกนั้นยังมอบอำนาจแก่บริษัททำไม้สำหรับการดูแลป่า โดยแต่งให้กรรมการผู้จัดการบริษัททำไม้ประจำจังหวัดหรือผู้รับสัมปทาน และก็ผู้จัดการข้างป่าของบริษัทเป็นบุคลากร ข้าราชการโดยชอบด้วยกฎหมาย มีอำนาจจับผู้ผ่าฝ่าฝืนกฎหมายป่าดงข้างในเขตสัมปทานของตนเองได้ ถัดมาได้ลงความเห็นของคณะกรรมการสงวนทรัพยากรป่าดงกำหนดให้

(1) ผู้รับสัมปทานจัดข้าราชการเฝ้าทางไปสู่ป่าสัมปทาน เพื่อตรวจบุคคลรวมทั้งยานพาหนะอย่างเข้มงวดเอาจริงเอาจัง โดยจะต้องมีด่านกันทาง

(2) ผู้รับสัมปทานทำลายทางลากจูงไม้ที่เลิกใช้แล้วเสียให้สิ้น

(3) ผู้รับสัมปทานจัดเวรยาม สายตรวจเที่ยวตรวจในพื้นที่ป่าสัมปทาน เมื่อเจอการกระทำผิดก็ให้แจ้งข้าราชการรู้อย่างฉับพลัน รวมทั้ง

(4) ถ้าเกิดทางด้านราชการตรวจเจอการกระทำผิดข้างในเขตสัมปทานและก็ปรากฎว่าผู้รับสัมปทานไม่ได้ทำตามแนวข้อ 1 – 3 ก็ให้ข้าราชการเสนอเรื่องให้กระทรวงเกษตรฯ ใคร่ครวญล้มเลิกสัมปทานถัดไป